การประชุมเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรัก
การประชุมเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรัก
อิรักเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเกี่ยวกับความมั่นคงขึ้นในอิรักเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2550 โดยเชิญประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมหาอำนาจเข้าร่วมประชุม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในอิรัก โดยขอร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอิหร่านและซีเรียยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในอิรัก อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่มีการตกลงกันว่าจะจัดการประชุมทำนองเดียวกันอีกครั้งในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ตุรกีในเดือนเมษายน 2550 สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจมากคือการพบปะเจรจากันระหว่างผู้แทนสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยเห็นว่าเป็นโอกาสที่หายากที่ทั้งสองฝ่ายจะพบปะเจรจากันแม้ว่าจะเป็นการเจรจาในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองก็ตาม
การเจรจาเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรักเป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลอิรักมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2549 โดยรัฐบาลอิรักได้ตัดสินใจเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมประชุมที่กรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก และต่อมาก็เพิ่มรายชื่อประเทศมหาอำนาจรวมทั้งสันนิบาตอาหรับเข้ามาด้วย สำหรับประเทศที่เข้าร่วมประชุมมีดังนี้ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน รัสเซีย อิหร่าน อิรัก ซีเรีย บาห์เรน อียิปต์ อิหร่าน จอร์แดน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี สันนิบาตอาหรับ และองค์การการประชุมอิสลาม แต่เป็นการประชุมในระดับรัฐมนตรีช่วยและเอกอัครราชทูต
สหรัฐฯ ได้ส่งนาย David Satterfield ที่ปรึกษาพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Zalmay Khalilzad เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิรัก เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม ขณะที่นาย Abbas Araghohi รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนอิหร่าน และนาย Labeed Abbawi รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนอิรัก นาย Nouri al-Maliki นายกรัฐมนตรีอิรัก กล่าวเปิดประชุมโดยเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของอิรักและประเทศมหาอำนาจยุติการใช้อิรักเป็นสนามรบ นาย al-Maliki กล่าวว่าอิรักไม่ต้องการที่จะเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นหรือใช้ดินแดนประเทศอื่นเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อไปโจมตีประเทศอื่น ดังนั้น อิรักจึงคาดหวังว่าประเทศอื่นจะปฏิบัติต่ออิรักเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นาย al-Maliki ยังเรียกร้องให้ประเทศในภูมิภาคและประเทศที่สำคัญที่ไม่ได้ระบุชื่อยุติการเข้าแทรกแซงกิจการภายในของอิรักด้วยการพยายามก่อให้เกิดความแตกแยกในการนับถือนิกายที่แตกต่างกัน
นาย al-Maliki ไม่ได้ระบุชื่อประเทศแต่เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงอิหร่านที่เข้าไปสนับสนุนชาวอิรักนิกายชีอะห์ (Shi’ite) ต่อสู้กับชาวอิรักนิกายสุหนี่ที่กลายเป็นความรุนแรงรายวัน แม้แต่ในวันที่มีการประชุมก็ยังเกิดเหตุคนร้ายยิงปืนครกเข้ามาตกใกล้สถานที่ประชุม โดยกลุ่มหัวรุนแรง 2 กลุ่ม คือ Islamic Army in Iraq และกลุ่ม Jaish al - Rashidin ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายสุหนี่ เป็นผู้อ้างความรับผิดชอบ ความรุนแรงในอิรักที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 655,000 คน ตามการประมาณการของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากการสู้รบระหว่างทหารพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ และกลุ่มต่อต้านที่สนับสนุนรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แห่งอิรัก รวมทั้งการสู้รบกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์และสุหนี่ด้วย
กลุ่มติดอาวุธในอิรักมีหลายกลุ่ม แต่มีเป้าหมายคล้ายกันคือการขับไล่สหรัฐฯ ออกจากอิรัก กลุ่มติดอาวุธส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ทหารอเมริกันเคยประมาณการไว้เมื่อปี 2549 ว่ากลุ่มติดอาวุธมีกำลังรบประมาณ 8,000-20,000 นาย แต่หน่วยข่าวกรองของอิรักระบุว่านักรบกลุ่มติดอาวุธมีประมาณ 40,000 นาย และมีผู้สนับสนุนอีกประมาณ 160,000 นาย นักรบบางส่วนเดินทางมาจากซีเรีย ซาอุดีอาระเบีย เยเมน และซูดาน แต่มีประมาณร้อยละ 10 ของนักรบทั้งหมด สำหรับกลุ่มติดอาวุธที่สำคัญมีดังนี้
1. กลุ่มอัล-เควดาในอิรัก
มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Al - Qaeda of Jihad Organisation in the land of the Two Rivers เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุด มีผลงานที่สำคัญคือการวางระเบิดและฆ่าตัดศีรษะ แต่เดิมมีนาย Abu Musab al Zarqawi เป็นหัวหน้า ซึ่งต่อมาถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ยุทธศาสตร์ของกลุ่มอัล-เควดาในอิรักคือการก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนิกาย ปัจจุบันมีนาย Abu - Mamzah al-Muhajir เป็นหัวหน้า ซึ่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่าเป็นชื่อปลอมของนาย Abu Ayyub al - Masri ชาวอียิปต์
2. กลุ่ม Mujahideen Shura Council
เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2549 ประกอบด้วยกลุ่มติดอาวุธ 6 กลุ่ม ที่ประกอบด้วยกลุ่มอัล-เควดา กลุ่ม Victorious Sect Army กลุ่ม Islamic Jihad Brigade รวมทั้งกลุ่มใหม่อีก 3 กลุ่มที่ไม่ทราบชื่อ ผลงานที่สำคัญคือการออกแถลงการณ์และวีดีโอผ่านอินเตอร์เนต รวมทั้งภาพวีดีโอการสังหารตัวประกันชาวรัสเซีย 2 คนเมื่อเดือนมิถุนายน 2549
3. กลุ่มชาตินิยมสุหนี่
เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยอดีตเจ้าหน้าที่ในสมัยอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ผู้สนับสนุนพรรคบาธ และอดีตทหาร นักวิเคราะห์เชื่อว่ากลุ่มสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีซัดดัมให้เงินและอาวุธแก่กลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อต่อต้านกำลังทหารของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์หลายคนแสดงความเห็นว่าเป็นความผิดของนาย Paul Bremer อดีตผู้บริหารอิรัก ที่สั่งยุบกองทัพอิรักเมื่อปี 2546 แต่ไม่ได้สั่งปลดอาวุธ จึงทำให้มีกลุ่มต่อต้านติดอาวุธหลงเหลืออยู่
4. กลุ่ม Ansar al - Islam
เป็นกลุ่มมุสลิมนิกายสุหนี่ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่แถบเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศ สมาชิกหลายคนเป็นชาวเคิร์ด (Kurd) ที่ต่อต้านพรรค Patriotic Union of Kurdistan ที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน มีผู้นำชื่อนาย Mullah Krekar ที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์ ในฐานะผู้ลี้ภัยตั้งแต่ปี 2544 กลุ่ม Ansar al - Islam มีการติดต่อกับกลุ่มอัล-เควดา และได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ผลงานที่สำคัญคือการระเบิดพลีชีพที่ทำการของพรรคการเมืองของชาวเคิร์ด 2 แห่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547
5. กลุ่มติดอาวุธชีอะห์
กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองชีอะห์ที่มุ่งเน้นเป้าหมายชาวอิรักนิกายสุหนี่แม้ว่าจะถูกกดดันจากสหรัฐฯ ที่ให้ยุบเลิกกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว นาย Zalmay Khalilzad เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ถึงกับกล่าวว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสงครามกลางเมือง
6. กลุ่ม Mehdi Army
เป็นกลุ่มติดอาวุธของนาย Maqtada Sadr นักบวชนิกายชีอะห์ มีนโยบายต่อต้านการเข้ามาตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ ในอิรัก มีฐานที่มั่นที่สำคัญในเมือง Sadr ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เคยก่อการลุกฮือขึ้นต่อต้านกองกำลังพันธมิตรเมื่อเดือนเมษายนและสิงหาคม 2547
7. กลุ่ม Badr Brigade
มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Badr Organisation เป็นกลุ่มติดอาวุธของพรรค Supreme Council for the Islamic Revolution (Sciri) ในอิรัก เคยต่อต้านอดีตประธานาธิบดีซัดดัมมาก่อน มีหัวหน้าชื่อ Abdel Aziz al - Hakim ที่สืบทอดอำนาจมาจากพี่ชาย คือ นาย Muhammad Baqir al - Hakim ซึ่งถูกลอบสังหารจากการวางระเบิดเมื่อปี 2546
สำหรับผลการเจรจา นาย Hoshyar Zebari รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิรัก กล่าวว่าการเจรจาเป็นไปในทางบวกและสร้างสรรค์ ที่ประชุมตกลงจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิค 3 ชุดเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผู้ลี้ภัยชาวอิรักและพลังงาน แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในอิรักได้ อย่างไรก็ตาม ตุรกีได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอีกครั้งในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเดือนเมษายน 2550 เพื่อติดตามผลการประชุมครั้งนี้
แม้ว่าที่ประชุมจะหารือกันเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรัก แต่ประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอยู่ที่การเข้าร่วมประชุมของผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีการคาดหมายกันว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้โอกาสนี้จัดการเจรจาโดยตรงระหว่างกัน นาย Khalilzad เปิดเผยว่าได้เจรจาโดยตรงกับผู้แทนอิหร่านต่อหน้าผู้แทนคนอื่น ๆ โดยมีการหารือกันอย่างสร้างสรรค์และเป็นงานเป็นการเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิรัก ทั้งนี้ นาย Khalilzad ได้แจ้งแก่นาย Abbas Araghchi ผู้แทนอิรัก ว่าสหรัฐฯ วิตกกังวลเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ว่าอิหร่านให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธและอื่น ๆ ให้แก่กลุ่มติดอาวุธในอิรัก ขณะที่นาย Araghchi กล่าวเรียกร้องให้สหรัฐฯ กำหนดกรอบเวลาในการถอนทหารออกจากอิรัก และกล่าวว่าตนไม่ได้พบเป็นการส่วนตัวกับนาย Khalilzad และการเจรจากับผู้แทนสหรัฐฯ อยู่ในกรอบของการประชุม ซึ่งการเจรจาจำกัดอยู่เพียงแค่ปัญหาอิรัก อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าการเจรจาระหว่างผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่สหรัฐฯ ยังคงสงวนท่าทีอยู่ โดยระบุว่าการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะไม่เจรจาโดยตรงกับอิหร่านจนกว่าอิหร่านจะยอมยกเลิกโครงการนิวเคลียร์
นาย Joast Hiltermann ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางของกลุ่ม International Crisis Group ในกรุงอัมมัน เมืองหลวงของจอร์แดน แสดงความคิดเห็นว่าการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญเชิงจิตวิทยา เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนนโยบายแล้ว และการประชุมสามารถนำประเทศเพื่อนบ้านอิรักมานั่งเจรจากันได้ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเจรจาครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในอนาคต
