Recent Posts

About Me

บริษัท สยามบรรณ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2518 เพื่อทำธุรกิจด้านหนังสือ โดยมีตัวหลักคือ “สยามจดหมายเหตุ” ซึ่งเริ่มจัดทำตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2519 ถึง ปัจจุบัน

นับตั้งแต่ปี 2519 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 32 ปี ที่ “สยามจดหมายเหตุ” ได้รับความเชื่อถือ จนเป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากห้องสมุด หน่วยงานราชการและเอกชน สถาบันการศึกษาชั้นนำ >>อ่าน



การประชุมเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรัก

Written by editor on Sep 18th, 2008 | Filed under: ข่าวต่างประเทศ, มีนาคม 2550

การประชุมเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรัก

 อิรักเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเกี่ยวกับความมั่นคงขึ้นในอิรักเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2550 โดยเชิญประเทศเพื่อนบ้านและประเทศมหาอำนาจเข้าร่วมประชุม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในอิรัก โดยขอร้องให้ประเทศที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอิหร่านและซีเรียยุติการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในอิรัก อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหานี้ แต่มีการตกลงกันว่าจะจัดการประชุมทำนองเดียวกันอีกครั้งในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ตุรกีในเดือนเมษายน 2550 สำหรับประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจมากคือการพบปะเจรจากันระหว่างผู้แทนสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยเห็นว่าเป็นโอกาสที่หายากที่ทั้งสองฝ่ายจะพบปะเจรจากันแม้ว่าจะเป็นการเจรจาในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสองก็ตาม

 การเจรจาเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรักเป็นความคิดริเริ่มของรัฐบาลอิรักมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2549 โดยรัฐบาลอิรักได้ตัดสินใจเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประเทศเพื่อนบ้านมาร่วมประชุมที่กรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก และต่อมาก็เพิ่มรายชื่อประเทศมหาอำนาจรวมทั้งสันนิบาตอาหรับเข้ามาด้วย สำหรับประเทศที่เข้าร่วมประชุมมีดังนี้ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส สาธารณรัฐประชาชนจีน รัสเซีย อิหร่าน อิรัก ซีเรีย บาห์เรน อียิปต์ อิหร่าน จอร์แดน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี สันนิบาตอาหรับ และองค์การการประชุมอิสลาม แต่เป็นการประชุมในระดับรัฐมนตรีช่วยและเอกอัครราชทูต

 สหรัฐฯ ได้ส่งนาย David Satterfield ที่ปรึกษาพิเศษของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนาย Zalmay Khalilzad เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอิรัก เป็นผู้แทนเข้าร่วมประชุม ขณะที่นาย Abbas Araghohi รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนอิหร่าน และนาย Labeed Abbawi รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนอิรัก นาย Nouri al-Maliki นายกรัฐมนตรีอิรัก กล่าวเปิดประชุมโดยเรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของอิรักและประเทศมหาอำนาจยุติการใช้อิรักเป็นสนามรบ นาย al-Maliki กล่าวว่าอิรักไม่ต้องการที่จะเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่นหรือใช้ดินแดนประเทศอื่นเป็นฐานปฏิบัติการเพื่อไปโจมตีประเทศอื่น ดังนั้น อิรักจึงคาดหวังว่าประเทศอื่นจะปฏิบัติต่ออิรักเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ นาย al-Maliki ยังเรียกร้องให้ประเทศในภูมิภาคและประเทศที่สำคัญที่ไม่ได้ระบุชื่อยุติการเข้าแทรกแซงกิจการภายในของอิรักด้วยการพยายามก่อให้เกิดความแตกแยกในการนับถือนิกายที่แตกต่างกัน

 นาย al-Maliki ไม่ได้ระบุชื่อประเทศแต่เป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึงอิหร่านที่เข้าไปสนับสนุนชาวอิรักนิกายชีอะห์ (Shi’ite) ต่อสู้กับชาวอิรักนิกายสุหนี่ที่กลายเป็นความรุนแรงรายวัน แม้แต่ในวันที่มีการประชุมก็ยังเกิดเหตุคนร้ายยิงปืนครกเข้ามาตกใกล้สถานที่ประชุม โดยกลุ่มหัวรุนแรง 2 กลุ่ม คือ Islamic Army in Iraq และกลุ่ม Jaish al - Rashidin ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธนิกายสุหนี่ เป็นผู้อ้างความรับผิดชอบ ความรุนแรงในอิรักที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2547 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 655,000 คน ตามการประมาณการของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เมื่อปี 2549 ซึ่งเป็นผลมาจากการสู้รบระหว่างทหารพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐฯ และกลุ่มต่อต้านที่สนับสนุนรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แห่งอิรัก รวมทั้งการสู้รบกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์และสุหนี่ด้วย

 กลุ่มติดอาวุธในอิรักมีหลายกลุ่ม แต่มีเป้าหมายคล้ายกันคือการขับไล่สหรัฐฯ ออกจากอิรัก กลุ่มติดอาวุธส่วนใหญ่เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ทหารอเมริกันเคยประมาณการไว้เมื่อปี 2549 ว่ากลุ่มติดอาวุธมีกำลังรบประมาณ 8,000-20,000 นาย แต่หน่วยข่าวกรองของอิรักระบุว่านักรบกลุ่มติดอาวุธมีประมาณ 40,000 นาย และมีผู้สนับสนุนอีกประมาณ 160,000 นาย นักรบบางส่วนเดินทางมาจากซีเรีย ซาอุดีอาระเบีย เยเมน และซูดาน แต่มีประมาณร้อยละ 10 ของนักรบทั้งหมด สำหรับกลุ่มติดอาวุธที่สำคัญมีดังนี้

 1. กลุ่มอัล-เควดาในอิรัก
 มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Al - Qaeda of Jihad Organisation in the land of the Two Rivers เป็นกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุด มีผลงานที่สำคัญคือการวางระเบิดและฆ่าตัดศีรษะ แต่เดิมมีนาย Abu Musab al Zarqawi เป็นหัวหน้า ซึ่งต่อมาถูกสังหารจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 ยุทธศาสตร์ของกลุ่มอัล-เควดาในอิรักคือการก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างนิกาย ปัจจุบันมีนาย Abu - Mamzah al-Muhajir เป็นหัวหน้า ซึ่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เชื่อว่าเป็นชื่อปลอมของนาย Abu Ayyub al - Masri ชาวอียิปต์

 2. กลุ่ม Mujahideen Shura Council
 เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นเมื่อต้นปี 2549 ประกอบด้วยกลุ่มติดอาวุธ 6 กลุ่ม ที่ประกอบด้วยกลุ่มอัล-เควดา กลุ่ม Victorious Sect Army กลุ่ม Islamic Jihad Brigade รวมทั้งกลุ่มใหม่อีก 3 กลุ่มที่ไม่ทราบชื่อ ผลงานที่สำคัญคือการออกแถลงการณ์และวีดีโอผ่านอินเตอร์เนต รวมทั้งภาพวีดีโอการสังหารตัวประกันชาวรัสเซีย 2 คนเมื่อเดือนมิถุนายน 2549

 3. กลุ่มชาตินิยมสุหนี่
 เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วยอดีตเจ้าหน้าที่ในสมัยอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ผู้สนับสนุนพรรคบาธ และอดีตทหาร นักวิเคราะห์เชื่อว่ากลุ่มสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีซัดดัมให้เงินและอาวุธแก่กลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ เพื่อต่อต้านกำลังทหารของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์หลายคนแสดงความเห็นว่าเป็นความผิดของนาย Paul Bremer อดีตผู้บริหารอิรัก ที่สั่งยุบกองทัพอิรักเมื่อปี 2546 แต่ไม่ได้สั่งปลดอาวุธ จึงทำให้มีกลุ่มต่อต้านติดอาวุธหลงเหลืออยู่

 4. กลุ่ม Ansar al - Islam
 เป็นกลุ่มมุสลิมนิกายสุหนี่ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่แถบเทือกเขาทางตอนเหนือของประเทศ สมาชิกหลายคนเป็นชาวเคิร์ด (Kurd) ที่ต่อต้านพรรค Patriotic Union of Kurdistan ที่สหรัฐฯ ให้การสนับสนุน มีผู้นำชื่อนาย Mullah Krekar ที่พำนักอยู่ในนอร์เวย์ ในฐานะผู้ลี้ภัยตั้งแต่ปี 2544 กลุ่ม Ansar al - Islam มีการติดต่อกับกลุ่มอัล-เควดา และได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ผลงานที่สำคัญคือการระเบิดพลีชีพที่ทำการของพรรคการเมืองของชาวเคิร์ด 2 แห่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547

 5. กลุ่มติดอาวุธชีอะห์
 กลุ่มติดอาวุธชีอะห์ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองชีอะห์ที่มุ่งเน้นเป้าหมายชาวอิรักนิกายสุหนี่แม้ว่าจะถูกกดดันจากสหรัฐฯ ที่ให้ยุบเลิกกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว นาย Zalmay Khalilzad เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ถึงกับกล่าวว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสงครามกลางเมือง

 6. กลุ่ม Mehdi Army
 เป็นกลุ่มติดอาวุธของนาย Maqtada Sadr นักบวชนิกายชีอะห์ มีนโยบายต่อต้านการเข้ามาตั้งฐานทัพของสหรัฐฯ ในอิรัก มีฐานที่มั่นที่สำคัญในเมือง Sadr ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เคยก่อการลุกฮือขึ้นต่อต้านกองกำลังพันธมิตรเมื่อเดือนเมษายนและสิงหาคม 2547

 7. กลุ่ม Badr Brigade
 มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Badr Organisation เป็นกลุ่มติดอาวุธของพรรค Supreme Council for the Islamic Revolution (Sciri) ในอิรัก เคยต่อต้านอดีตประธานาธิบดีซัดดัมมาก่อน มีหัวหน้าชื่อ Abdel Aziz al - Hakim ที่สืบทอดอำนาจมาจากพี่ชาย คือ นาย Muhammad Baqir al - Hakim ซึ่งถูกลอบสังหารจากการวางระเบิดเมื่อปี 2546

 สำหรับผลการเจรจา นาย Hoshyar Zebari รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิรัก กล่าวว่าการเจรจาเป็นไปในทางบวกและสร้างสรรค์ ที่ประชุมตกลงจัดตั้งคณะกรรมการด้านเทคนิค 3 ชุดเกี่ยวกับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผู้ลี้ภัยชาวอิรักและพลังงาน แต่ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อยุติเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในอิรักได้ อย่างไรก็ตาม ตุรกีได้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมอีกครั้งในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเดือนเมษายน 2550 เพื่อติดตามผลการประชุมครั้งนี้

 แม้ว่าที่ประชุมจะหารือกันเกี่ยวกับความมั่นคงในอิรัก แต่ประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอยู่ที่การเข้าร่วมประชุมของผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีการคาดหมายกันว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้โอกาสนี้จัดการเจรจาโดยตรงระหว่างกัน นาย Khalilzad เปิดเผยว่าได้เจรจาโดยตรงกับผู้แทนอิหร่านต่อหน้าผู้แทนคนอื่น ๆ โดยมีการหารือกันอย่างสร้างสรรค์และเป็นงานเป็นการเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิรัก ทั้งนี้ นาย Khalilzad ได้แจ้งแก่นาย Abbas Araghchi ผู้แทนอิรัก ว่าสหรัฐฯ วิตกกังวลเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ว่าอิหร่านให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธและอื่น ๆ ให้แก่กลุ่มติดอาวุธในอิรัก ขณะที่นาย Araghchi กล่าวเรียกร้องให้สหรัฐฯ กำหนดกรอบเวลาในการถอนทหารออกจากอิรัก และกล่าวว่าตนไม่ได้พบเป็นการส่วนตัวกับนาย Khalilzad และการเจรจากับผู้แทนสหรัฐฯ อยู่ในกรอบของการประชุม ซึ่งการเจรจาจำกัดอยู่เพียงแค่ปัญหาอิรัก อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์บางคนเห็นว่าการเจรจาระหว่างผู้แทนสหรัฐฯ และอิหร่านถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่สหรัฐฯ ยังคงสงวนท่าทีอยู่ โดยระบุว่าการเข้าร่วมประชุมครั้งนี้ไม่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะไม่เจรจาโดยตรงกับอิหร่านจนกว่าอิหร่านจะยอมยกเลิกโครงการนิวเคลียร์

 นาย Joast Hiltermann ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางของกลุ่ม International Crisis Group ในกรุงอัมมัน เมืองหลวงของจอร์แดน แสดงความคิดเห็นว่าการประชุมครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญเชิงจิตวิทยา เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนนโยบายแล้ว และการประชุมสามารถนำประเทศเพื่อนบ้านอิรักมานั่งเจรจากันได้ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเจรจาครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในอนาคต

 


รองนายกรัฐมนตรีอิรักถูกลอบโจมตี

Written by editor on Sep 17th, 2008 | Filed under: ข่าวต่างประเทศ, มีนาคม 2550

รองนายกรัฐมนตรีอิรักถูกลอบโจมตี
24 มีนาคม 2550
โฆษกกองกำลังสหรัฐอเมริกาประจำอิรักเปิดเผยว่านายซาลาม อัล-ซูบายี (Salam al-Subayi) รองนายกรัฐมนตรีอิรัก ได้รับบาดเจ็บสาหัสในเหตุลอบวางระเบิดของหน่วยพลีชีพเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 และขณะนี้รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทหารอเมริกันในกรุงแบกแดด (Baghdad) เมืองหลวงของอิรัก โดยเหตุลอบวางระเบิดเกิดขึ้นเมื่อคนร้ายลักลอบเข้าไปภายในที่พักอาศัยของนายอัล-ซูบายี และจุดระเบิดพลีชีพขณะที่นายอัล-ซูบายีกำลังทำพิธีทางศาสนา โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วินาทีก็ได้เกิดเหตุระเบิดรถยนต์ขึ้นบริเวณใกล้บ้านพักของนายอัล-ซูบายีเช่นกัน โดยทั้งสองเหตุการณ์นี้ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 คน และได้รับบาดเจ็บอีก 15 คน สำหรับนายอัล-ซูบายีเป็นผู้นำมุสลิมนิกายสุหนี่ (Sunni) ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงในรัฐบาลอิรักที่ส่วนใหญ่เป็นชาวชีอะห์ (Shi’ite) ขณะที่ก่อนหน้านี้เพียง 1 วันคนร้ายได้ยิงจรวดเข้าใส่ห่างจากจุดแถลงข่าวของนายบัน กี-มูน (Ban Ki-Moon) เลขาธิการสหประชาชาติ (United Nations - UN) ในกรุงแบกแดดเพียง 50 เมตร ทำให้การแถลงข่าวต้องถูกยกเลิกไป
ในวันเดียวกัน นายทาเรก อัล-ฮาเชมี (Tareg al-Hashemi) รองประธานาธิบดีอิรัก ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางไปเยือนญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 วัน กล่าวในการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนญี่ปุ่นว่ากองกำลังนานาชาติจะถอนทหารออกจากอิรักได้ภายใน 1 ปีครึ่ง ขณะที่รัฐสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 218 ต่อ 212 คะแนน ให้ถอนทหารอเมริกันออกจากอิรักภายในวันที่ 1 กันยายน 2551


การชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่อต้านสงครามในสหรัฐอเมริกา

Written by editor on Sep 17th, 2008 | Filed under: ข่าวต่างประเทศ, มีนาคม 2550

การชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่อต้านสงครามในสหรัฐอเมริกา
17 มีนาคม 2550
นักเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามจำนวนหลายพันคนจากกลุ่มต่าง ๆ ได้มารวมตัวกันเพื่อชุมนุมประท้วงต้านสงครามทั่วสหรัฐอเมริกา เนื่องในวาระรำลึกครบรอบ 4 ปีที่กองกำลังพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ เปิดฉากสงครามโจมตีอิรักเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2546 โดยผู้ประท้วงจากกลุ่ม “คริสเตียน พีซ วิทเนส ฟอร์ อิรัก (Christian Peace Witness for Iraq)” ประมาณ 3,500-4,000 คน ได้ชุมนุมกันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (Washington D.C.) เมืองหลวงของสหรัฐฯ พร้อมทั้งยืนยันเจตนารมณ์เดิมที่ว่าความต้องการของชาวอเมริกันได้เปลี่ยนแปลงไปคือจะต้องทำบางอย่างในการต่อสู้เพื่อต่อต้านสงคราม เพราะเห็นว่ารัฐบาลได้ทุ่มเงินไปในการสงครามมากกว่านำมาบรรเทาปัญหาทางสังคมที่มีความจำเป็นมากกว่า เช่น ด้านสาธารณสุข การศึกษา และการว่างงาน อย่างไรก็ตาม นักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพประมาณ 100 คนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว เนื่องจากเพิกเฉยต่อคำสั่งของเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกจำนวนหนึ่งเดินขบวนประท้วงไปยังกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ด้วย
ในวันเดียวกัน นายอาเดล อับดุล-มาห์ดี (Adel Abdul-Mahdi) รองประธานาธิบดีอิรัก เปิดเผยแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองอิรักฉบับใหม่ต่อที่ประชุมคณะนักการทูตสหประชาชาติ (United Nations – UN) ซึ่ง UN และรัฐบาลอิรักได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเรียกว่า “อิรัก คอมแพ็ก (Iraq Compact)” โดยมีวาระ 5 ปี ซึ่งเป็นการรวบรวมมาตรการที่จะดำเนินการ เช่น การออกกฎหมายปันผลกำไรจากการค้าน้ำมันให้แก่ภูมิภาคต่าง ๆ ในอิรัก การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ การจัดสรรงบประมาณประจำปี 2550 ที่เน้นด้านการศึกษาและสาธารณสุข รวมทั้งการนิรโทษกรรมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในอิรักที่ยุติการเคลื่อนไหวก่อเหตุรุนแรงด้วย


เหตุระเบิดพลีชีพในอิรัก

Written by editor on Sep 11th, 2008 | Filed under: ข่าวต่างประเทศ, มีนาคม 2550

เหตุระเบิดพลีชีพในอิรัก
7 มีนาคม 2550
เกิดเหตุนองเลือดครั้งรุนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่งในอิรัก เมื่อมือระเบิดพลีชีพซึ่งเชื่อว่าเป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ (Sunni) 2 คนได้จุดชนวนระเบิดที่ผูกติดมากับเอว ท่ามกลางนักแสวงบุญชาวชีอะห์ (Shi’ite) หลายร้อยคนซึ่งกำลังเข้าแถวรอข้ามจุดตรวจบนสะพานในเมืองฮิลลา (Hilla) ทางตอนใต้ของกรุงแบกแดด (Baghdad) เมืองหลวงของอิรัก เพื่อเดินเท้าต่อไปยังสุเหร่าอิหม่ามฮุสเซน (Imam Hussein) สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองคาร์บาลา (Karbala) เพื่อร่วมเทศกาลอาร์บาอีน (Arbain) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม 2550 ส่งผลให้ผู้แสวงบุญชาวชีอะห์เสียชีวิตอย่างน้อย 117 คน และได้รับบาดเจ็บประมาณ 200 คน เนื่องจากเหยียบกัน นอกจากนี้ หลังเกิดระเบิดกลุ่มติดอาวุธยังเปิดฉากโจมตีผู้แสวงบุญอีกหลายจุดทั้งในกรุงแบกแดดและรอบอาณาบริเวณ รวมถึงเหตุระเบิดรถยนต์ในย่านดูรา (Dura) ทำให้มีผู้เสียชีวิต 28 คน
ในวันเดียวกัน กองทัพสหรัฐอเมริกาในอิรักแถลงว่าได้ตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายในอิรักได้ 24 คน ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับผู้นำอาวุโสของขบวนการก่อการร้ายเครือข่ายอัล-เควดา (Al-Qaeda) และผู้ประกอบระเบิดให้กลุ่มก่อการร้าย ขณะที่กองกำลังภาคพื้นดินได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ประกอบระเบิดรถยนต์และลักลอบค้าอาวุธได้อีกอย่างน้อย 2 คน


จำคุกทหารอเมริกันกระทำชำเราและสังหารเด็กหญิงชาวอิรัก

Written by editor on Aug 28th, 2008 | Filed under: กุมภาพันธ์ 2550, ข่าวต่างประเทศ

จำคุกทหารอเมริกันกระทำชำเราและสังหารเด็กหญิงชาวอิรัก
23 กุมภาพันธ์ 2550
ศาลทหารสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินจำคุกสิบเอก พอล อี.คอร์เตซ (Paul E. Cortez) วัย 24 ปี ทหารสังกัดกองพลอากาศโยธินที่ 101 ประจำฐานทัพฟอร์ท แคมป์เบล (Fort Campbell) รัฐเคนตักกี (Kentucky) สหรัฐฯ เป็นเวลา 100 ปี ในความผิดฐานร่วมกระทำชำเราและฆาตกรรมเด็กหญิงชาวอิรักและสังหารสมาชิกในครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานละเมิดวินัยทหารจากการเมาสุราด้วย โดยศาลได้สั่งถอดยศจำเลยและให้สิทธิในการยื่นขอทัณฑ์บนได้ในเวลา 10 ปี สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม 2549 โดยสิบเอก คอร์เตซและเพื่อนทหารรวม 5 นายได้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จนมึนเมาและเล่นไพ่กันที่จุดตรวจในเมืองมาห์มุดิยาห์ (Mahmudiyah) ทางตอนใต้ของอิรัก ซึ่งระหว่างนั้นก็ได้วางแผนล่วงเกินเด็กสาว โดยเจตนาข่มขืนเด็กหญิงอาเบียร์ คาสซิม ฮัมซา อัล-จานาบี (Abeer Qassim Hamza al-Janabi) วัย 14 ปี โดยบุกเข้าไปในบ้านของเด็กและจับบิดา คือ นายคาสซิม ฮัมซา ราฮีม (Qassim Hamza Raheem) วัย 45 ปี รวมทั้งมารดา คือ นางฟาคห์ริยาห์ ทาฮา มูห์ซิน (Fakhriyah Taha Muhsin) วัย 34 ปี และน้องสาว คือ เด็กหญิงฮาดีล คาสซิม ฮัมซา (Hadeel Qassim Hamza) วัย 6 ปี เข้าไปในห้องนอนแล้วสังหารด้วยอาวุธปืน จากนั้นจึงข่มขืนเด็กหญิงอัล-จานาบีก่อนที่จะยิงที่ศีรษะ และนำศพทั้งหมดห่อในผ้าห่มแล้วจุดไฟเผาบ้านเพื่อทำให้ดูเหมือนเป็นเหตุเพลิงไหม้


อังกฤษและเดนมาร์กเตรียมถอนทหารออกจากอิรัก

Written by editor on Aug 28th, 2008 | Filed under: กุมภาพันธ์ 2550, ข่าวต่างประเทศ

อังกฤษและเดนมาร์กเตรียมถอนทหารออกจากอิรัก
21 กุมภาพันธ์ 2550
หลังจากมีกระแสข่าวว่าอังกฤษจะเริ่มถอนกำลังทหารออกจากอิรักมานานหลายสัปดาห์ ล่าสุดนายโทนี แบลร์ (Tony Blair) นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้แถลงต่อที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยืนยันว่าอังกฤษจะเริ่มกระบวนการถอนกำลังทหาร ซึ่งส่วนใหญ่ประจำการอยู่ที่เมืองบาสรา (Basra) ทางตอนใต้ของอิรัก โดยจะถอนกำลังชุดแรก 1,600 นายในเดือนเมษายน 2550 ส่วนที่เหลือจะประจำการอยู่ในพื้นที่ต่อไปจนถึงปี 2551 เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย เนื่องจากเมืองบาสรายังคงเป็นพื้นที่เสี่ยงของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ อย่างไรก็ตาม คาดว่ากำลังทหารทั้ง 5,000 นายจะสามารถถอนออกจากอิรักทั้งหมดได้ในช่วงสิ้นปี 2551 ซึ่งแผนการถอนทหารดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากกองกำลังอังกฤษภายใต้ปฏิบัติการซินแบดประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงานเป็นอย่างดีภายในระยะเวลา 5 เดือน
ในวันเดียวกัน นายอันเดอร์ส โฟกห์ ราสมุสเซ่น (Anders Fogh Rasmussen) นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ได้ประกาศที่จะถอนกำลังทหารเดนมาร์ก 460 นาย ซึ่งส่วนใหญ่ประจำการอยู่ในเมืองบาสราภายใต้การควบคุมของกองกำลังอังกฤษ ภายในเดือนสิงหาคม 2550 โดยก่อนหน้านี้เดนมาร์กสูญเสียกำลังทหารจากเหตุความรุนแรงในอิรัก 5 นาย


แผนการส่งทหารอเมริกันเข้าไปในอิรักเพิ่มเติม

Written by editor on Aug 28th, 2008 | Filed under: กุมภาพันธ์ 2550, ข่าวต่างประเทศ

แผนการส่งทหารอเมริกันเข้าไปในอิรักเพิ่มเติม
17 กุมภาพันธ์ 2550
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต (Democrat) ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 246 ต่อ 182 เสียง โดยได้รับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.พรรครีพับลิกัน (Republican) 17 เสียง ในการล้มแผนการของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (George W. Bush) แห่งสหรัฐฯ ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2550 ว่าจะเสริมกำลังทหารอเมริกันเพิ่มอีก 21,500 นายเข้าไปประจำการในอิรัก อย่างไรก็ตาม ส.ส.ทั้งหมดยังคงให้ความเห็นชอบต่อแผนการสนับสนุนทหารอเมริกันอีกประมาณ 138,000 นายที่ปฏิบัติการอยู่ในอิรัก โดยนางแนนซี เปโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ กล่าวว่าการส่งทหารเข้าไปประจำการในอิรักเพิ่มเติมจะส่งผลร้ายในด้านต่าง ๆ ตามมา อย่างไรก็ตาม การลงมติในเรื่องดังกล่าวจะต้องผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการจากวุฒิสภา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะเป็นไปอย่างราบรื่นเนื่องจากสมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรคเดโมแครต


อิรักเปิดสถานเอกอัครราชทูตในซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง

Written by editor on Aug 28th, 2008 | Filed under: กุมภาพันธ์ 2550, ข่าวต่างประเทศ

อิรักเปิดสถานเอกอัครราชทูตในซาอุดีอาระเบียอีกครั้ง
15 กุมภาพันธ์ 2550
นายฮอสชิยาร์ เซบารี (Hoshyar Zebari) รัฐมนตรีว่าการการต่างประเทศอิรัก ได้ทำพิธีเปิดสถานเอกอัครราชทูตอิรักประจำซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากปิดไปนานถึง 17 ปี ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการปรับปรุงความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้ดีขึ้น โดยนายเซบารีย้ำว่าซาอุดีอาระเบียและอิรักจะต้องเพิ่มความพยายามร่วมกันเพื่อปราบปรามกลุ่มติดอาวุธ ทั้งนี้ อิรักปิดสถานเอกอัครราชทูตในซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2533 หลังจากอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แห่งอิรัก รุกรานคูเวต แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 อิรักได้ส่งอุปทูตไปประจำการในกรุงริยาด (Riyadh) เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย หลังจากสหรัฐอเมริกาทำสงครามโค่นล้มรัฐบาลอิรักเมื่อปี 2546 แต่ยังไม่มีการประกาศแต่งตั้งเอกอัครราชทูตคนใหม่ สำหรับซาอุดีอาระเบียนั้นไม่มีสถานทูตในอิรัก เนื่องจากยังมีปัญหาด้านความมั่นคง 


สถานการณ์ในอิรัก

Written by editor on Aug 27th, 2008 | Filed under: กุมภาพันธ์ 2550, ข่าวต่างประเทศ

สถานการณ์ในอิรัก
4 กุมภาพันธ์ 2550
เกิดเหตุระเบิดพลีชีพขึ้นที่ตลาดอัล-ซาดริยา (al-Sadriya) ในกรุงแบกแดด (Baghdad) เมืองหลวงของอิรัก ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ (Shi’ite) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 135 คน และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 300 คน ซึ่งนับเปน็ เหตุนองเลือดที่รุนแรงเปน็ อันดับที่ 2 นับตั้งแต่สงครามอิรักเมื่อปี 2546 โดยเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคนร้ายได้ขับรถบรรทุกระเบิดหนัก 1 ตันเข้าไปบริเวณตลาดก่อนที่จะจุดระเบิดขึ้น ขณะที่ผู้รอดชีวิตได้พากันขว้างปาก้อนหินใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปิดล้อมบริเวณที่เกิดเหตุไว้ และไม่ยอมให้รถพยาบาลเข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ ท่ามกลางข่าวลือว่ามีระเบิดอีกลูกอยู่ในรถพยาบาล ทางด้านนายนูริ อัล-มาลิกิ (Nuri al-Maliki) นายกรัฐมนตรีอิรัก ได้ออกมากล่าวโทษว่าเหตุดังกล่าวเป็นการกระทำของกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน (Saddam Hussein) แห่งอิรัก ผู้ล่วงลับ และกลุ่มกองกำลังชาวสุหนี่ (Sunni) สำหรับเหตุระเบิดในอิรักครั้งรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่การบุกโจมตีอิรักของสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2549 โดยเป็นเหตุระเบิดรถยนต์หลายครั้งในย่านซาดร์ ซิตี้ (Sadr City) ชุมชนชาวชีอะห์ในกรุงแบกแดด ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 202 คน


สถานการณ์รุนแรงในอิรัก

Written by editor on Aug 26th, 2008 | Filed under: กุมภาพันธ์ 2550, ข่าวต่างประเทศ

สถานการณ์รุนแรงในอิรัก
2 กุมภาพันธ์ 2550
สำนักข่าว AFP รายงานว่ารัฐบาลอิรักได้ประกาศกฎอัยการศึกหรือเคอร์ฟิว (curfew) ในเมืองนาจาฟ (Najaf) ซึ่งเป็นนครศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ (Shi’ite) เมืองฮิลเลาะห์ (Hillah) และเมืองคูฟา (Kufa) หลังจากเกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ด้วยระเบิดพลีชีพติดตอ่ กัน 2 ครั้ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 73 คน และทำให้ชาวอิรักที่ถูกสังหารในเดือนมกราคม 2550 สูงถึง 2,000 คนแล้ว โดยเจ้าหน้าที่เมืองนาจาฟได้รับรายงานว่ากลุ่มกองโจรกำลังเตรียมก่อเหตุต่อเนื่องเพื่อแก้แค้นที่ทางการอิรักร่วมกับทหารอเมริกันไล่กวาดล้างกลุ่มกองโจรในเมืองนาจาฟตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้นักรบของกองโจรถูกสังหารอย่างน้อย 250 คน ได้รับบาดเจ็บกว่า 200 ราย และถูกจับกุมตัวได้อีกประมาณ 300 คน

วันเดียวกัน มีรายงานว่าเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพสหรัฐอเมริกาได้หายสาบสูญไปในเมืองทาจี (Taji) โดยเป็นเฮลิคอปเตอร์ลำที่ 3 ของกองทัพสหรัฐฯ ที่หายไปในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา